กินอย่างไรในผู้ป่วยมะเร็ง

ผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักจะได้รับผลข้างเคียงจากการรักษาทั้งเคมีบำบัดและการฉายรังสี ดังนั้นหากดูแลตนเองไม่ดีทั้งเรื่องของอาหารและการปฏิบัติตัว ก็มีความเสี่ยงต่อการรักษาไม่ต่อเนื่องและการกลับมาเป็นซ้ำอีกได้สูง บทความฉบับได้นำเอาความรู้และแนะนำในเรื่องกินอย่างไรในผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งเขียนโดยดร.กมล ไชยสิทธิ์ นักกำหนดอาหารและนักเภสัชวิทยามานำเสนอดังนี้

ผู้ป่วยมะเร็งสามารถดูแลตัวเองได้เรื่องการกิน โดยสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากในผู้ป่วยมะเร็ง คือ การกินให้เพียงพอ พบว่าเมื่อผู้ป่วยกินอาหารน้อยลงด้วยเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ ร่างกายจะเกิดความชิน เช่นเดียวกับคนอดอาหารเพื่อต้องการลดน้ำหนัก ร่างกายจะปรับตัวกินได้น้อยลง    เมื่อชินความอยากอาหารจะลดลงภายใน 2-3 วัน จากนั้นจะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนมากขึ้น ในผู้ที่กำลังรับเคมีบำบัด เม็ดเลือดต่ำลง รักษาต่อไม่ได้ ที่สำคัญการไม่กินอาหารทำให้เม็ดเลือดแดงขาดออกซิเจนไปเลี้ยง ร่างกายขาดออกซิเจน เมื่อเซลล์มะเร็งได้รับออกซิเจนน้อยจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) ทำให้เซลล์มะเร็งดื้อยายิ่งขึ้น
       คาร์โบไฮเดรต แนะนำให้กินไม่ต่ำกว่า 100 กรัมต่อวัน ถ้าต่ำกว่านี้พบว่ามวลกล้ามเนื้อผู้ป่วยจะถูกสลายไป กล้ามเนื้อจะลีบ ปริมาณ 100 กรัม คือ ข้าวประมาณมื้อละทัพพีครึ่ง 3 มื้อเป็นอย่างน้อย ข้าวกล้องหรือข้าวขาวก็ได้ ข้าวเหนียวกินได้แต่ไม่บ่อย หากไม่อยากกินข้าวก็กระจายออก วันหนึ่งกิน 5 มื้อ มื้อหนึ่งกิน    ครั้งละครึ่งทัพพี หากคลื่นไส้อาเจียนไม่อยากอาหารเลย อาจเปลี่ยนเป็นกินขนมปังกรอบ (แครกเกอร์) แบบไม่มีน้ำตาล เพียง 4 ชิ้น เท่ากับข้าว 2 ทัพพี ให้พลังงาน 160 กิโลแคลอรี กินได้ปริมาณน้อย แต่ได้พลังงานมากแบบนี้ใช้ได้
       เนื้อสัตว์ การไม่กินเนื้อสัตว์เลยทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำมาก ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันตก ช่วยร่างกายจัดการมะเร็งไม่ได้ ยาต้านมะเร็งทุกตัวมีผลกดภูมิคุ้มกันทั้งสิ้น ดังนั้นต้องเสริมด้วยโภชนาการ โดยควรบริโภคเนื้อสัตว์ประมาณ 9-12 ช้อนกินข้าวต่อวัน กินปลาได้แต่ต้องหลากหลาย เลือกแหล่งที่ไม่ปนเปื้อนสารโลหะหนัก โดยปลาที่เติบโตใกล้ชายฝั่งมักจะปนเปื้อนสารโลหะหนัก ควรประกอบอาหารด้วยวิธีนึ่ง หลีกเลี่ยงการทอดน้ำมันร้อนจัด เพราะการทอดทำให้เนื้อปลาสูญเสียโอเมก้า 3  เนื้อสัตว์อื่นกินได้แต่ต้องระวังเนื้อสัตว์ที่มีไขมันแฝง เช่น เนื้อไก่ให้กินเนื้ออก หรือสันใน ไม่กินปีก หนัง หรือน่อง หลีกเลี่ยงเนื้อแดงเพราะแสดงว่าโดนน้ำดีเกิดสารอนุมูลอิสระมากกว่า

“ การที่เป็นมะเร็งแล้วก็ไม่กินเนื้อสัตว์เลยนั้นไม่ถูกต้อง แค่เรากินเนื้อสัตว์ให้เป็น

ควบคุมปริมาณให้ได้ก็จะไม่กระทบต่อการเป็นมะเร็งมาก ”

ไขมัน ที่เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็ง คือ น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดียว (MUFA : Monounsaturated Fatty Acid) ซึ่งมีโอกาสเกิดเป็นอนุมูลอิสระได้น้อยกว่ากรดไขมันแบบอื่น น้ำมันประกอบอาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดียวสูง ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า น้ำมันรำข้าว เป็นต้น น้ำมันที่ไม่ดีต่อร่างกายเลย คือ    น้ำมันทรานส์ อาทิ เนยขาว มาการีน มักพบมากในเฟร้นซ์ฟราย ป๊อบคอร์น บริโภคน้ำมันทรานส์บ่อย ทำให้มะเร็งโตเร็วมาก ภูมิคุ้มกันตกฮวบ เม็ดเลือดขาวไม่ค่อยขึ้น

นอกจากเลือกชนิดน้ำมันแล้ว วิธีประกอบอาหารก็สำคัญ น้ำมันมะกอกไม่แนะนำให้นำมาทอดอาหารน้ำมันท่วม เพราะจะเกิดควันมาก ควรเปลี่ยนเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมากที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดอนุมูลอิสระ อาทิ น้ำมันปาล์ม

ผักควรกินวันละ 3-5 ส่วน 1 ส่วนของผัก น้ำหนักประมาณ 70 กรัม อาทิ มะเขือเทศผลใหญ่ 1 ผล กะหล่ำหั่นเป็นพู 1 พู เป็นต้น ควรเน้นสีของผักให้หลายสี โดยผักในกลุ่มของดอกกะหล่ำและบร็อคโคลี มีผลต่อการควบคุมเซลล์มะเร็งลำไส้ได้เป็นอย่างดี ผักที่มีธาตุเหล็กสูง อาทิ ถั่วแดง ผักโขม ผักใบเขียวเข้มต่างๆ ผักที่มีเส้นใยสูง อาทิ พืชตระกูลถั่ว การปรุงผักต้องใช้ความร้อนไม่นานและน้ำไม่มากเพื่อรักษาสารอาหาร
 ผลไม้ ควรเลือกกินผลไม้ไม่หวานจัด ผลไม้ (รวมถึงผัก) ที่มีเส้นใยสูงช่วยในระบบย่อยอาหาร แต่ควรดื่มน้ำมากๆ ในผู้ป่วยเพิ่งได้รับการผ่าตัด ผู้ป่วยท้องเสีย ควรพิจารณางดผลไม้ (รวมถึงผักและอาหาร) ที่ให้เส้นใยสูงก่อน

      อนึ่งผักผลไม้หลายชนิดมีสารต้านมะเร็งสูง แต่พบว่ามีการสารตกค้างพวกยาฆ่าแมลงมากเช่นเดียวกัน แนะนำวิธีล้างเพื่อลดสารตกค้างได้มากที่สุด คือ ใช้ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่ผักผลไม้ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดหลายครั้งๆ

                                                           ข้อมูลโดย…ดร.กมล ไชยสิทธิ์ นักกำหนดอาหารและนักเภสัชวิทยา

©2015, การจัดการความรู้

ออกแบบระบบและพัฒนาโดย งานศูนย์ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี
โรงพยาบาลมะเร็งลำปาง